จุรินทร์  โชว์ตัวเลขส่งออกเดือนกันยา +17.1% ได้ดุลการค้ากว่า 10,000 ล้านบาท  สินค้าเกษตรยืนหนึ่ง +ต่อเนื่อง  ล่าสุด +12.9% ยางพาราเป็นอันดับ 1
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

จุรินทร์ โชว์ตัวเลขส่งออกเดือนกันยา +17.1% ได้ดุลการค้ากว่า 10,000 ล้านบาท สินค้าเกษตรยืนหนึ่ง +ต่อเนื่อง ล่าสุด +12.9% ยางพาราเป็นอันดับ 1

remove_red_eye-

          วันที่ 26 ตุลาคม 2564 เวลา 13.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า แถลงข่าวภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย เดือนกันยายน 2564 และ 9 เดือนแรกของปี 2564 ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล
          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกเดือนกันยายน 2564 ขยายตัวเป็น +17.1% ยอดการส่งออกทั้งหมดเดือนกันยายนรวม 760,556 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยได้ดุลการค้าในเดือนกันยายนรวมทั้งสิ้น 10,289 ล้านบาท ตัวเลขรวม 9 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออก +15.5% ทำรายได้เข้าประเทศรวม 6.2 ล้านล้านบาท สินค้าสำคัญ 3 หมวดประกอบ 1.สินค้าเกษตร 2.สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรและ 3.หมวดอุตสาหกรรม
          โดย 1.หมวดสินค้าเกษตรในภาพรวมเป็น +12.9% ทำรายได้เข้าประเทศรวม 64,831 ล้านบาท และ 9 เดือนแรกขยาย +24.7% ทำเงินเข้าประเทศ 611,907 ล้านบาท สินค้าเกษตรสำคัญมี 5 ตัว 1)ยางพารา ยอดส่งออกเดือนกันยายน +83.6% ทำเงินเข้าประเทศ 15,138 ล้านบาท เป็นบวก 12 เดือนต่อเนื่อง และบวกในทุกตลาด เช่น จีน มาเลเซีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น 2) ลำไยสด เดือนกันยายน +73.8% เป็นบวกทุกตลาด  4 เดือนต่อเนื่อง ทั้งตลาดจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฮ่องกง เป็นต้น 3)มะม่วงสด +55.9% บวกทั้งในตลาดเกาหลี มาเลเซีย ญี่ปุ่นและเมียนมา 4)มันสำปะหลัง  +44.4% ทำมูลค่าเข้าประเทศ 10,432 ล้านบาท บวกในหลายตลาดซึ่งหลายคนเข้าใจว่ามันสำปะหลังพึ่งแต่ตลาดจีนเป็นหลัก แต่เรามีตลาดอื่นๆอีกหลายตลาด เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินโดนีเซียและเกาหลี เป็นต้น 5)เดือนกันยายน +33.8% ทำเงินเข้าประเทศ 10,869 ล้านบาท บวกในตลาดสหรัฐฯ แอฟริกา จีน อิรักและมาเลเซีย เป็นต้น
          2.หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เดือนกันยายน +11.3% ยอดส่งออก 56,589 ล้านบาท 1)ผลไม้กระป๋องและผลไม้แปรรูปเดือนกันยายน +29.3% โดยเฉพาะสับปะรดกระป๋อง +118.3% ผลไม้รวมกระป๋อง +100.6% และมะม่วงกระป๋อง +60.7% 2)อาหารสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นพระเอกมาโดยตลอดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เดือนกันยายน +23.6% เป็นบวก 25 เดือนต่อเนื่อง ทั้งในตลาดสหรัฐฯ มาเลเซีย ออสเตรเลีย อิตาลี ฟิลิปปินส์ เป็นต้น
          3.หมวดสินค้าอุตสาหกรรม ภาพรวมเดือนกันยายน +15.8% ทำเงินเข้าประเทศ 608,317 ล้านบาท สินค้าที่ขยายตัวดี ได้แก่1)สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน +61% ทำเงินเข้าประเทศ 91,585 ล้านบาท 2)เหล็กและผลิตภัณฑ์จากเหล็ก +38.8% ทำเงินเข้าประเทศ 20,302 ล้านบาท 3)เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ +32.8% ทำเงินเข้าประเทศ 26,507 ล้านบาท 4)รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ +4.9% ยอดส่งออก 73,911 ล้านบาท ถือว่าเป็นบวก 11 เดือนต่อเนื่อง  โดย 9 เดือนของปีนี้ +42.3% ทำเงินเข้าประเทศ 661,459 ล้านบาท
          ในภาคตลาด มีตลาดใหม่ที่เป็นตลาดเป้าหมายที่ กรอ.พาณิชย์ได้ประชุมร่วมกันและมีความเห็นว่านอกจากรักษาตลาดเดิมแล้วเราต้องเพิ่มตลาดใหม่และฟื้นตลาดเก่าที่เสียไปให้กลับคืนมา ตลาดใหม่ประสบความสำเร็จมาก เช่น 1)ตลาดเอเชียใต้ +69% 2)ตลาดรัสเซียและกลุ่มประเทศ CIS +42.5% 3)ตลาดแอฟริกา +30.2% 4)ตลาดตะวันออกกลาง +17.4% 5)ตลาดลาตินอเมริกา +10.1% เป็นต้น ซึ่งเป็นตลาดใหม่ทั้งสิ้น เหตุที่ตัวเลขการส่งออกเดือนกันยายนยังดีและเป็นบวกถึง 17.1% ทั้งที่เราประสบกับปัญหาโควิดและปัญหาภาคการผลิตในช่วงที่เราล็อกดาวน์ เหตุผลประการสำคัญ
          1.เพราะแผนงานส่งเสริมการส่งออกที่กำหนดไว้เป็นรูปธรรมถึง 130 กิจกรรมในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2564 บรรลุผลและเป็นการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพของกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการเจรจาเปิดตลาดใหม่ทั้ง ตลาดตะวันออกกลาง ตลาดแอฟริกาหรือลาตินอเมริกา ประสบความสำเร็จ และที่สำคัญ คือ การที่กระทรวงพาณิชย์จับมือกับภาคเอกชน เร่งรัดการแก้ปัญหาสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมทั้งตู้คอนเทนเนอร์ การแก้ปัญหาด่านชายแดนไทย-เวียดนาม ไทย-จีน เป็นต้น รวมทั้งการเร่งรัดการเปิดด่านที่สำเร็จ
          2.ภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้น WTO คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าขนาด GDP จะเป็น +8% แต่ประเมินใหม่ว่ามีโอกาสเพิ่มขึ้นจาก 8% เป็น 10.8% จะเป็นอีกปัจจัยที่สะท้อนให้เห็นว่ามีส่วนให้การส่งออกของเราดีขึ้นไปด้วย
          3.ค่าเงินบาทที่ยังอ่อนและมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่า จะช่วยทำให้สินค้าของเราสามารถแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกได้
          4.ราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น จะมี 2 มุม มุมลบคือ ทำให้ต้นทุนการผลิตแพงขึ้น แต่ก็ทำให้สินค้าส่งออกของเราที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันมีมูลค่าเพิ่มขึ้นด้วย มีส่วนเสริมทำให้ตัวเลขส่งออกมากขึ้น
          5.ประการสุดท้ายเนื่องจากศักยภาพภาคเอกชนของเราเข้มแข็ง ทำให้ภาคการผลิตด้านอุตสาหกรรมของเราฟื้นตัวเร็ว แม้จะเจอกับภาวะการล็อกดาวน์และโควิด ซึ่งดูได้จากตัวเลขการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุนเครื่องจักรต่างๆในช่วงเดือนกันยาที่ผ่านมาเป็นบวกถึง 33% มีส่วนทำให้ผลิตสินค้าส่งออกไปได้โดยต่อเนื่องไม่สะดุด มีส่วนทำให้ตัวเลขการส่งออกเดือนกันยายนเป็นบวกถึง 17.1%
          สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

เลือกแอปพลิเคชันที่จะแชร์

ดาวน์โหลดเอกสาร

เล่นไฟล์เสียง